Tu Logo Aqui

Home arrow News arrow Latest arrow ใกล้คุก...อีกแล้ว

Main Menu
 Home
 News
 About Us
 Services
 Contact Us
 Partnership
 Methodology

Login Form
Username

Password

Remember me
Forgotten your password?
No account yet? Create one

Clock Calendar

Who's Online
We have 1 guest online

ใกล้คุก...อีกแล้ว   Print  E-mail 
เผยคำสั่ง "ทวี สอดส่อง"ตั้ง "วรวุฒิ"ผิดกม.ดีเอสไอ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 สิงหาคม 2552 11:03 น.

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง(ซ้าย) ส.ต.ท.วรวุฒิ(ขวาบน)พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ หัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดคำสั่งที่มีส.ต.ท.วรวุฒิร่วมงาน

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หนังสือคำสั่งจำนวน 4 หน้าที่ลงนามโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งพ.ต.อ. ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมายอมรับว่า เป็นเอกสารจริง



แผ่นสุดท้ายระบุรายชื่อ "นายวรวุฒิ มุ่งสันติ" และลายเซ็นที่ลงนามโดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

คำสั่งแต่งตั้ง "ส.ต.ท.วรวุฒิ"ผู้ต้องหาคดีสอบสังหาร "สนธิ"ที่ลงนามโดย "ทวี สอดส่อง"น่าไม่เข้าข่ายตามมาตรา 33 พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 หาก ส.ต.ท.วรวุฒิไม่ได้ช่วยราชการดีเอไอตามที่ผู้บริหารออกมาปฏิเสธ เพราะการแต่งตั้งข้าราชการจากหน่วยงานอื่นต้องได้รับอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และอาจทำให้การลงนามของ พ.ต.อ.ทวี เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามาตรา 157
       

       ภายหลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำหนังสือคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ 121/2552 เรื่องการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 18 ก.พ. 52 ออกมาเปิดเผย โดยคำสั่งดังกล่าวได้มีการแยกเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่ม โดยชุดปฏิบัติการที่ 3 เกี่ยวกับสำนักเทคโนโลยี และศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ลำดับที่ 24 ปรากฏซื่อ สิบตำรวจโทวรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งหนังสือดังกล่าวตรงกันข้ามกับการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนดคีพิเศษ ที่ออกมาระบุว่า สิบตำรวจโทวรวุฒิ ไม่ได้มาช่วยราชการที่ ดีเอสไอ
       
       และภายหลังจากที่หนังสือคำสั่งของกรมสอบสวนคดีพิเศษถูกนายสนธินำออกมาเปิดเผยนั้น ในเวลาต่อมาพ.ต.อ. ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกมาแถลงข่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการทำงานในแบบบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานอาทิ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) ในคดีการกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ชาวโรฮิงยา เพื่อขยายผลในการจับกุมนายหน้าค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นคำสั่งรูปแบบร่วมกันเป็นคดีพิเศษที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน และเห็นชอบให้พนักงานอัยการร่วมสอบสวนร่วมกัน ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547
       
       พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ กล่าวอ้างว่าในส่วนของส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ นั้นได้ถูกเสนอโดยสำนักเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งตัวเขาเป็นผู้รวบรวมรายชื่อนำเสนอไป ทางอธิบดี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หรือรองอธิบดีอื่น คงไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ในการตั้งพนักงานเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยหน้าที่ของส.ต.ท.วรวุฒิ ที่ได้แต่งตั้งไปนั้นทำหน้าที่เป็นแค่ผู้ตรวจค้น สืบสวนข้อมูลตามจุดต่างๆในพื้นที่ที่กำหนดไว้ 10-20จุด ทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งหนังสือที่แต่งตั้งอนุมัติออกมาก็เพื่อรับรองการทำงานในส่วนดังกล่าวเท่านั้น
       
       การออกมาชี้แจงหนังสือดังกล่าวของ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เท่ากับยอมรับว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริง เพียงแต่ชี้แจงว่า พ.ต.อ.ทวีไม่มีส่วนรู้เห็นในคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว โดยอ้างว่า พ.ต.อ.ทวี เป็นเพียงผู้เซ็นชื่อรับรองเอกสารเท่านั้น อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวได้เงียบหายไป โดยไม่มีความกระจ่างแต่อย่างใด แม้กระทั่ง นายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ไม่ได้ออกมาติตตามเพื่อสอบสวนเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ขัดแย้งกับคำชี้แจงของผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษก่อนหน้านี้
       
       อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 พบว่า คำสั่งดังกล่าวและคำชี้แจงของ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ขัดแย้งกับมาตรา 33 ที่ระบุว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ รัฐมนตรีอาจเสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีคำสั่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษนั้นได้
       
       ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ สำหรับการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษที่ได้รับการแต่งตั้ง
       
       จากมาตรา 33 จะเห็นได้ว่า การแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษได้นั้น รัฐมนตรีต้องเสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้อนุมัติเท่านั้น จะอ้างว่า เป็นการทำงานในแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานตามที่พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ชี้แจงไม่ได้
       
       อย่างไรก็ตามมีทางออกที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษอาจนำมาเป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจตามคำสั่งดังกล่าวได้คือ มาตรา 27 ที่ระบุว่า ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อธิบดีหรือผู้ได้รับมอบหมายมีอำนาจให้บุคคลใด จัดทำเอกสารหรือหลักฐานใดขึ้นหรือเข้าไปแฝงตัวในองค์กรหรือกลุ่มคนใด เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่อธิบดีกำหนด
       
       การจัดทำเอกสารหรือหลักฐานใด หรือการเข้าไปแฝงตัวในองค์กร หรือกลุ่มคนใดเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบ
       
       แต่หากว่าคำสั่งในการแต่งตั้งสิบตำรวจโทวรวุฒิดังกล่าว ถูกอ้างว่า เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 27 ก็นับเป็นเรื่องแปลก เพราะเป็นการแต่งตั้งคนจากหน่วยงานอื่นไปแฝงตัวในองค์กรของตัวเอง
       
       ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า หากกรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิเสธว่า สิบตำรวจโทวรวุฒิ มิได้เข้ามาช่วยราชก ารหรือโอนย้ายมาทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษตามที่ปฎิเสธมาตลอด คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และพ.ต.อ.ทวี สอดสอง ซึ่งเป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวน่าจะมีความผิดตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ