Tu Logo Aqui

Home

Newsflash




Main Menu
 Home
 News
 About Us
 Services
 Contact Us
 Partnership
 Methodology

Login Form
Username

Password

Remember me
Forgotten your password?
No account yet? Create one

Clock Calendar

Who's Online
We have 2 guests online

extra milestone - Thai Consulting Company

 
รู้เท่าทัน“พัชรวาท”เร่งแต่งตั้งโยกย้ายทิ้งทวนก่อนเกษียณ!
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 3 กรกฎาคม 2552 01:52 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผบ.ตร.(บร.2)

"การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ถือเป็นการแต่งตั้งล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งหากดูผิวเผิน เหมือนว่าจะไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่ามีสิ่งผิดสังเกตชวนให้สงสัย เพราะมีการเร่งรัด ผลักดันให้ร่างโครงสร้าง ตร.ฉบับนี้ ประกาศใช้โดยเร็วที่สุด สอดรับกับถ้อยแถลงของ พล.ต.อ.วัชรพล ที่ระบุว่าหลักเกณฑ์การแต่งตั้งให้ใช้ พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา 56 คือ ผบ.ตร.มีอำนาจในการแต่งตั้งเพราะถือเป็นเหตุพิเศษ การใช้กฎ ก.ตร.เกรงว่าจะไม่ครบถ้วน ขณะที่ตามประเพณีปฏิบัติ และด้วยมารยาท ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการ จะไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ แม้อำนาจจะอยู่จนถึงวันที่ 30 ก.ย. แต่จะรอให้ ผบ.ตร.คนต่อไปเป็นผู้ดำเนินการแทน หรือจะเป็นอย่างที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เคยพูดไว้ว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายคือเรื่องผลประโยชน์ ทั้งต่อส่วนตัว และประโยชน์ทางการเมือง”
       

       
       เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง"กับการปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ" หน่วยราชการที่มีขนาดใหญ่ และเก่าแก่อันดับต้นๆของไทย ด้วยเป็นองค์กรที่มีกำลังพลในสังกัดกว่า 2 แสนนาย เป็นขุมกำลังขนาดมหึมา ที่ถือเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงภายในประเทศ
       
       แต่ด้วยขนาดองค์กรที่ใหญ่เทอะทะ ทำให้การขับเคลื่อนผลักดันยุทธศาสตร์ต่างๆ ในการพัฒนาหน่วยงานให้เจริญก้าวหน้า ทำได้อย่างเชื่องช้า นอกจากนี้การควบคุมดูแลยังทำได้ยากลำบาก เนื่องเพราะสายบังคับบัญชาที่สลับซับซ้อน ทำให้บ่อยครั้งจึงเกิดกรณีสีกากีนอกแถว ออกมาทำอะไรนอกลู่นอกทางอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่คอยบั่นทอนภาพลักษณ์ขององค์กรแห่งนี้มาโดยตลอด
       
       จากเหตุผลข้างต้นทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการยกเครื่อง ปรับโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียใหม่...
       
       ท่ามกลางสายตาของทุกภาคส่วนในสังคมที่ต่างจับตามองว่าการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ จะผลิกโฉมหน้าของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน วางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนองค์กรให้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไรบ้าง
       
       ทันทีที่“บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผงาดขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของวงการสีกากี ได้ปัดฝุ่นหยิบยกเรื่องการปรับโครงสร้างตร.ขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยได้มอบหมายให้มือขวา กุนซือฝ่ายบุ๋น อย่าง “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผบ.ตร.(บร.2) เป็นแม่งานหลักในการศึกษา รื้อปรับโครงสร้างตร.เทียบเคียงกับร่างโครงสร้างที่เคยทำไว้เดิมในยุค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผบ.ตร.
       
       โดย พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องการให้การปรับโครงสร้างตร.ครั้งนี้กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ที่หมายมั่นปั้นมือให้แล้วเสร็จทันก่อนที่ตนเองจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2552
       

       และด้วยการที่มีแบ็คอัพดีอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ทำให้พล.ต.อ.พชัรวาท กลายเป็นเสือติดปีก จะทำอะไรในยุคนี้ เรียกว่า “ไฟเขียวผ่านตลอด” เพราะมีฝ่ายการเมืองหนุนหลังอย่างเต็มสูบ
       
       แต่ชั่วโมงนี้ประเด็นที่มาแรงแซงเรื่องการปรับโครงสร้าง นั่นก็คือ “การแต่งตั้งโยกย้าย” เนื่องจากมีการเพิ่มหน่วยงานระดับกองบัญชาการขึ้นมาใหม่ 4 หน่วยงาน กองบังคับการ 58 หน่วย ทำให้ต้องมีการแต่งตั้งคนลงในโครงสร้างดังกล่าว แน่นอนว่าเมื่อมีการเพิ่มหน่วยงาน ก็จะต้องมีการเพิ่มคนทำงานเข้าไป ซึ่งครั้งนี้มีการเพิ่ม ตำแหน่งเข้ามาในโครงสร้างใหม่ ได้แก่ ผบช. 4 ตำแหน่ง รองผบช. 25 ตำแหน่ง ผบก. 58 ตำแหน่ง รองผบก. 85 ตำแหน่ง ผกก. 296 ตำแหน่ง รองผกก. 249 ตำแหน่ง สารวัตร 777 ตำแหน่ง รองสารวัตร 1,009 ตำแหน่ง ตำรวจชั้นประทวน 3,029 ตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้จึงเป็นการแต่งตั้งล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
       

       แม้ว่าพล.ต.อ.พัชรวาท จะอ้างว่าในตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมา จะมีการเกลี่ยตำแหน่งประจำสง.ผบ.ตร.ซึ่งมีตำแหน่งผบช. 10 ตำแหน่ง รองผบช.28 ตำแหน่ง ผบก. 48 ตำแหน่ง รองผบก. 30 ตำแหน่ง ผกก. 31 รองผกก. 33 ตำแหน่ง สารวัตร 30 ตำแหน่ง แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อถึงเวลาจริง ตำแหน่งดีๆ ที่มีความสำคัญ ก็ตกเป็นของบรรดาเด็กเส้นเด็กฝากของผู้มีอำนาจอย่างมิต้องสงสัย
       
       และหากดูผิวเผิน ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่หากพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว จะพบว่า ครั้งนี้มีสิ่งผิดสังเกตชวนให้สงสัย เพราะมีเร่งรัด ผลักดันให้ร่างโครงสร้างตร.ฉบับนี้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และประกาศใช้โดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันในการแต่งตั้งโยกย้ายปรับเกลี่ยกำลังพลเข้าสู่โครงสร้างตร. ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนหน้าที่ตัวโครงสร้างตร.จะได้รับการอนุมัติหลักการเสียอีก
       

       ทั้งนี้ก็ เพื่อให้แต่งตั้งดำเนินให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ค. เพื่อให้ผบ.ตร.สามารถอ้างเหตุผลในการใช้อำนาจตามมาตรา 56 แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 ในการแต่งตั้งได้ เพราะหากล่วงเข้าสู่เดือนส.ค.ก็จะเป็นเรื่องของวาระการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นอำนาจการแต่งตั้งระดับรองผบก.ถึงสารวัตรจะถูกกระจายไปยังผบช.ต่างๆ
       
       สอดคล้องถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของ พล.ต.อ.วัชรพล ที่ระบุว่า หลักเกณฑ์การแต่งตั้งให้ใช้ พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา 56 คือ ผบ.ตร.มีอำนาจในการแต่งตั้งเพราะถือเป็นเหตุพิเศษ เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างตำแหน่งต่างๆ มีการกำหนดใหม่ การใช้กฎ ก.ตร.เกรงว่าจะไม่ครบถ้วน
       
       การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 รวมถึงกฎก.ตร.ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ สารวัตร ถึง จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2549 โดยวาระประจำปี ระดับรองผบ.ตร.ถึงผบก.จะต้องแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ส.ค. ขณะที่ระดับรองผบก.ถึงสารวัตรจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. จะเห็นได้ว่าหากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้า หรือแต่งตั้งโยกย้ายพร้อมกับวาระประจำปี อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายของ พล.ต.อ.พัชรวาท จะถูกจำกัด
       

       ขณะเดียวกันด้วยเหตุผลเรื่องความชอบธรรม เพราะตามประเพณีปฏิบัติ และด้วยมารยาท ผบ.ตร.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ จะไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ เพราะแม้ว่า ผบ.ตร.คนเดิมจะมีอำนาจอยู่จนถึงวันที่ 30 ก.ย. แต่จะรอให้ผบ.ตร.คนต่อไปที่มารับช่วงดำเนินการเรื่องนี้แทน เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายกำลังพล ถือเป็นเรื่องอนาคต ไม่ควรที่จะให้ผบ.ตร.ที่กำลังจะเกษียณเป็นผู้ดำเนินการ ควรที่จะให้ผบ.ตร.คนใหม่เป็นผู้ดำเนินการเพราะจะเป็นที่เข้ามากุมบังเหียน รับผิดชอบการบริหารงานหน่วยงานในอนาคต ควรที่จะมีส่วนในการวางคนให้เหมาะสม
       
       แต่เรื่องก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป ในการใช้อำนาจของ ผบ.ตร.ในการพิจารณาแต่งตั้ง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา 56 ได้ถูกที่ประชุม ก.ตร.ทักท้วง เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการรวบอำนาจไว้ที่ ผบ.ตร.เพื่อแต่งตั้ง จนได้ข้อสรุปในที่ประชุมให้เป็นในรูปคณะกรรมการ ที่มี ผบ.ตร.เป็นประธาน รอง ผบ.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติ ผบช. ผบก.และ รอง ผบก.ที่เกี่ยวข้องพิจารณาแต่งตั้ง
       
       อย่างที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เคยพูดไว้ว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายคือเรื่องผลประโยชน์ ทั้งต่อส่วนตัว และประโยชน์ทางการเมือง” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ และทุกคนต่างก็ต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนเพราะที่ผ่านมาการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทุกครั้งไม่ว่าในระดับใด จะมีเรื่องของการวิ่งเต้น โดยใช้ “เงิน” ขณะเดียวกันก็ใช้เส้นสายโดยผ่านนักการเมืองซึ่งจะมีการฝาก “ตั๋ว”
       

       นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละครั้งยังถือเป็นโอกาสในการล้างบางฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจก็ใช้โอกาสนี้ในการวางคนของตัวเองลงในพื้นที่สำคัญที่เป็นฐานเสียงตามภูมิภาคต่างๆ
       
       โดยเฉพาะครั้งนี้มีสัญญาใจกับรัฐบาล ที่จะให้เด็กใน “ไลน์” ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้นั่งเก้าอี้ตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง ด้านการข่าว รวมทั้งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ทางภาคเหนือ และอีสาน รวมทั้งภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิม
       
       ขณะเดียวกันแว่วว่าในส่วนตำแหน่งประจำสง.ผบ.ตร.ที่ทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการประจำสำนักงานสำนักงานผู้บังคับบัญชา จะเปิดให้สามารถเลือกได้ว่าจะไปลงในตำแหน่งใดในโครงสร้างใหม่ โดยให้เขียนอันดับตำแหน่งที่ต้องการ 3 อันดับ ในโอกาสให้ประจำสำนักงานผบ.ตร.ได้มีสิทธิ์เลือกก่อน จากนั้นเป็นคิวของสำนักงานรองผบ.ตร.ที่มีอาวุโสลดหลั่นกันไป มิหนำซ้ำในตำแหน่งใหม่ที่ถูกกำหนดขึ้น ต่างก็มีการกำหนด"ตัว"ไว้แล้วทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่าเด็กใคร
       

       เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นความเน่าเฟะของวงการตำรวจไทย ที่สั่งสมมายาวนาน คุณสมบัติ ความรู้ความสามารถแทบไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้นต่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทุกอย่างขึ้นอยู่ว่าเป็นเด็กใคร ตั๋วใครเท่านั้น การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจจึงเสมือนเป็นเกมแห่งอำนาจและผลประโยชน์ ที่ทุกคนต่างแย่งกันตักตวง จนวินาทีสุดท้าย
       
       แต่ที่น่าเสียดายว่าการปรับโครงสร้าง ตร.ซึ่งเสมือนเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ที่จะเป็นการไว้ลายฝีมือของ พล.ต.อ.พัชรวาท ก่อนที่จะเปิดหมวกอำลาชีวิตราชการ แต่หากมีวาระซ่อนเร้นแล้วละก็ การปรับโครงสร้าง ตร.ครั้งนี้จะกลายเป็นผลงานชิ้น “โบว์ดำ”ที่จะถูกตำรวจรุ่นหลังกล่าวถึงอย่างไม่รู้ลืม....!
       


สุชาติ 7 ตุลาเลือ  
ก.ตร.เทพเทือกส่ง"สุชาติ 7 ตุลาเลือด"กลับนครบาล!
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 2 กรกฎาคม 2552 23:42 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

ผลงานวันที่ 7 ต.ค. สมัยพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็น ผบช.น.


ล็อคถล่มเมืองกรุงอีกครั้ง เมื่อ"บิ๊กเบื๊อก" พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ที่กระเด็นไปเป็นผบช.ภาค 4 จากเหตุการร์ 7 ตุลาเลือด คืนถิ่นเก่า กลับมาเป็นผบช.น.อีกครั้ง แว่วว่าเจ้าตัวขอกลับมาเองกับผบ.ตร.โดยตรง โดยอ้างเหตุผล เป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับ"พัชรวาท"ที่จะถูกป.ป.ช.เชือด ขณะที่ตำแหน่งผบช.ก.ของสามีแม่เลี้ยงติ๊ก ถูกโยกสลับกับ"สมคิด บุญถนอม" เพื่อขึ้นไปคุมภาคเหนือตอนบนแทน ฮือฮา ผู้การอำนาจเจริญ มาคุมบก.ศสส.นครบาลคนแรก
       
       วานนี้(2 ก.ค.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระสำคัญการประชุมการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตามโครงสร้างใหม่ ตร.
       
       ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้นัดหมายรองผบ.ตร มาพร้อมเพื่อประชุมคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ หรือบอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานผบ.ตร.
       
       สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับเกลี่ยตำแหน่งระดับผู้บัญชาการ(ผบช.) รองผบช. และผู้บังคับการ(ผบก.) ลงในโครงสร้างใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉบับล่าสุดที่จะมีผลใช้ ซึ่งโครงสร้างใหม่ตร. นั้น มีการปรับเกลี่ย หน่วยงานต่างๆ มีหน่วยงานระดับกองบัญชาการ(บช.)หรือเทียบเท่ารวม 30 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่มีเดิม 26 หน่วย ตั้งขึ้นใหม่ 4 หน่วยคือ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานกำลังพล และสำนักงานงบประมาณและการเงิน ขณะที่หน่วยงานระดับกองบังคับการ(บก.)หรือเทียบเท่า รวม 227 หน่วยงาน เพิ่มบก.ใหม่ 43 หน่วย เป็นการยกฐานะหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว จำนวน 36 หน่วย เช่น ศูนย์สืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล/ตำรวจภูธรภาค 1-9 ซึ่งมี รองผู้บังคับการเป็นหัวหน้า และ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9 ซึ่งมีผู้กำกับการเป็นหัวหน้า เป็นต้น
       
       ทั้งนี้ สำหรับกองบังคับการที่ตั้งขึ้นใหม่จริง ๆ มีเพียง 7 แห่ง คือ กองบังคับการอำนวยการของสำนักงานส่งกำลังบำรุง และกองบัญชาการศึกษา กองบัญชี กองตรวจสอบภายใน 2-3 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งโครงสร้างใหม่นั้นจะมีการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการ(ผบช.) ทั้งสิ้น 30 ตำแหน่ง รองผบช. 146 ตำแหน่ง ผู้บังคับการ(ผบก.) 257 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งผบช. นั้นตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมา เป็นการปรับเกลี่ยมาจาก ตำแหน่งผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ที่มีอยู่แล้ว ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นเป็นรองผบช. 146 ตำแหน่ง ปรับเกลี่ยมากจากตำแหน่งรองผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.เช่นกัน ขณะที่ ระดับผบก.นั้นมีการกำหนดตำแหน่งผบก.มาใหม่ 10 ตำแหน่ง ทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้นอกจากจะใช้ตำแหน่งผบก.ประจำมาสับเปลี่ยนแล้ว ยังมีการขยับรองผบก.ขึ้นมาอีก 10 ตำแหน่ง และสับเปลี่ยนผบก.หลายตำแหน่ง ขณะที่รวมทั้งประเทศทุกระดับตำแหน่งจะต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งสิ้น 105,335 ตำแหน่ง สำหรับการแต่งตั้งในการปรับโครงสร้างครั้งนี้
       
       สำหรับตำแหน่งที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายมีดังนี้ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.ภ.4(นรต.26) โยกคืนถิ่นกลับมาเป็นผบช.น. สลับ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.( นรต.30)ไปแทน พล.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ ผบช.ภ.2 (นรต. 25) ซึ่งเพิ่งถูกให้มาช่วยราชการที่ตร. จากกรณีม็อบเสื้อแดงบุกโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช พัทยา จ.ชลบุรี ในงานประชุมอาเซียน ถูกย้ายเป็น ผบช.สำนักงานกำลังพล บช.แห่งใหม่ โดยมี พล.ต.ท.สมเดช ขาวขำ ผบช.สทส. (นรต. 29 )เป็นผบช.ภ.2 โดยมี พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรสารทูล ผบช.ภ.6 เป็นตัวสอดแทรก พล.ต.ท.ดิเรก มโนลีหกุล ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.เป็นจเรตำรวจ(สบ8) พล.ต.ท.ประยูร อำมฤต ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็นผบช.ยศ.คนแรก พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. สามีนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือแม่เลี้ยงติ๊ก โยกสลับกับพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5
       
       พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ผบช.ศชต. คนแรกโยกเป็นผบช.สำนักงานงบประมาณและการเงิน บช.แห่งใหม่ คนแรก โดยมีพล.ต.ท.วีรยุทธ สิทธิมาลิก ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ที่ได้รับแรงหนุนจากกองทัพเป็นผบช.ศชต.แทน พล.ต.ท.วรเวทย์ วินิตเนตยานนท์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.คนสนิทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โยกเป็นผบช.ภ.8 นั่งคุมภาคใต้ตอนบนก่อนเกษียณ โดยโยก พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 เป็นผบช.ประจำ ทำหน้าที่ประสานนายกรัฐมนตรี
       
       พล.ต.ต.ชัยณรงค์ วงศ์สุนทร รองจเรตำรวจ(สบ7) โยกกลับถิ่นเก่า เป็นรองผบช.ภ.6โดยพล.ต.ต.ชัยยง กีรติขจร รองผบช.ภ.6 เป็นรองผบช.สกพ. พล.ต.ต.วรเทพ เมธาวัฒน์ รองผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็นรองผบช.สตม.พล.ต.ต.พิสุทธิ์ พุ่มพิเชษฏฐ์ รองผบช.สง.จตช.เป็นรองจตร.(สบ7) พล.ต.ต.วรินทร์ บุณยะกียรติ รองผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็นรองจตร.(สบ7) พล.ต.ต.สุรพล ทองประเสริฐ รองผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็นรองผบช.ก.
       
       พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ผบก.ประจำสนง.ผู้ช่วยผบ.ตร. โยกเป็น ผบก.ศูนย์สืบสวนบช.ภ.9 พล.ต.ต.จีระศักดิ์ ปาณินท์ ผบก.ประจำสง.ผู้ช่วยผบ.ตร.กลับไปเป็นนายแพทย์(สบ6) โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบก.ประจำสง.ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นผบก.ภ.จว.ชลบุรี พล.ต.ต.ศักดา ชื่นภักดี ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็น ผบก.ศูนย์สืบสวน สตม.ภาคกลาง พล.ต.ต.พิทยา ศิริรักษ์ ผบก.ประจำสง.ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็น ผบก.ศสส.สตม.ภาคใต้ พ.ต.อ.นิคม อินเฉิดฉาย รองผบก.จ.บุรีรัมย์ คนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ เป็นผบก.ศสส.บช.ภ.3
       
       พล.ต.ต.เกริกเกียรติ แก้วศรีงาม ผบก.ประจำสง.ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นผบก.ภ.จว.ตราด พล.ต.ต.ฌาณไชย แกล้วเขตต์การ ผบก.ประจำสง จตช.เป็นผบก.จต. พล.ต.ต.กรกต สาริยา ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็นผบก.ภ.จว.อำนาจเจริญ พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบก.จว.อำนาจเจริญ เป็นผบก.ศสส.บช.น. พล.ต.ต. ธนพล สนเทศ ผบก.ประจำฯอดีตนายตำรวจติดตามนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผบก. ตปพ.191 ขณะที่ พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูตร ผบก.ตปพ. เป็นผบก.กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน
       
       อย่างไรก็ตามรายชื่อที่คาดว่าจะมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้างต้น มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในที่ประชุมบอร์ดกลั่นกรอง ในช่วงเช้าวันที่ 3 ก.ค.2552 และก.ตร. เนื่องจากการแต่งตั้งครั้งนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการแต่งตั้งโดยเฉพาะปัจจัยจากฝ่ายการเมือง
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.ภ.4 ที่มีรายชื่อจะกลับมาดำรงตำแหน่งผบช.น.นั้น มีรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ค่อยพอใจในผลงานของพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เท่าใดนัก จึงได้แสดงความประสงค์จะให้มีการเปลี่ยนตัวผบช.น.ใหม่ ในขณะเดียวกัน ทางพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ได้เข้าพบพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. โดยแสดงความประสงค์ที่จะขอกลับมายังบช.น.อีกครั้ง ด้วยการยกเหตุผลว่า ได้ร่วมชะตาเดียวกันผบ.ตร. ที่ตกเป็นผู้ถูกร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบยปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ในคดี 7 ตุลาเลือด

ขวัญกระเจิง  
“ธานี” รับคดียิง “สนธิ” เจอตอ! ตร.ขวัญกำลังใจกระเจิง!
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 22 มิถุนายน 2552 17:04 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีลอบสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” ยอมรับตำรวจชุดทำงานเจอตอ กลัวจนเสียขวัญกำลังใจ การทำงานจึงไม่ค่อยราบรื่นได้ผลช้า ได้รายงานปัญหาและอุปสรรคให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้วซึ่งได้ให้กำลังใจกลับมาเป็นอย่างดี ยืนยันคำเดิมจะทำคดีให้เสร็จก่อนเกษียณแน่
       
        คลิกที่นี่ เพื่อฟัง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์  
       
       วันนี้ (22 มิ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เรียกประชุมหนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตยและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งมีการประชุมในทุกสัปดาห์ เพื่อประมวลความคืบหน้าของคดี โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
       
       ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า การทำคดีมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนการจะจับกุมคนร้ายขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน คาดว่าจะสามารถสรุปคดีได้อีกไม่นาน
       
       “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และผมจะทำคดีให้เสร็จก่อนเกษียณอายุราชการ” พล.ต.อ.ธานี กล่าวยืนยันเมื่อถูกถามว่าคดีนี้แสดงว่าทราบตัวคนร้ายแล้ว
       
       พล.ต.อ.ธานี กล่าวยอมรับถึงอุปสรรคที่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ ทั้งที่เวลาผ่านมานานแล้วว่า การทำงานไม่ค่อยราบรื่น แต่ก็พยายามทำ ถ้าไม่มีอะไรก็น่าจะได้ผลเร็วกว่านี้ แต่ปัญหาที่พบก็ทำให้การทำงานช้า ทำให้คนที่ทำงานกลัว แต่ยังไม่มีใครมาข่มขู่ตน ได้แต่สงสารคนทำงานที่จะไม่มีขวัญกำลังใจ ถ้าไม่มีปัญหาจะไปได้ไกลกว่านี้
       
       เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รายงานให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี ถึงกับนึ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนตอบว่านายกรัฐมนตรีก็ทราบและได้ให้กำลังใจ ให้ทำงานต่อ ดังนั้นจะไม่ทำได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมายบ้านเมืองก็มีขื่อมีแป หากมีคดีฆ่ากันแล้วตำรวจไม่ทำจะอยู่ได้อย่างไร
       
       “ธานี” รายงาน “อภิสิทธิ์” ยันคำเดิมสางยิง “สนธิ”