Tu Logo Aqui

Home

Newsflash




Main Menu
 Home
 News
 About Us
 Services
 Contact Us
 Partnership
 Methodology

Login Form
Username

Password

Remember me
Forgotten your password?
No account yet? Create one

Clock Calendar

Who's Online
We have 4 guests online

extra milestone - Thai Consulting Company

สอดไส้  
อัปยศ! สอดไส้ตั้ง “โอ๋ สืบ 6” รองผู้การ ปส.
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 2 มีนาคม 2553 19:23 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
"โอ๋ สืบ6" อดีตนายตำรวจที่สั่งให้อันธพาลไล่กระทืบประชาชนชน (ในภาพสี่เหลี่ยม) โผล่แถลงข่าวจับยาบ้า 2 แสนเม็ด

พ.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ร่วมแถลงด้วย โดยพ.ต.อ.ธนายุตม์ มีชื่อเดิมว่า พ.ต.อ.ฤทธิรวงค์ เทพจันดา หรือ "โอ๋ สืบ 6"

“โอ๋ สืบ 6” อดีตนายตำรวจที่สั่งให้อันธพาลไล่กระทืบประชาชนชน โผล่แถลงข่าวจับยาบ้า 2 แสนเม็ด เผยแอบกลับเข้ารับราชการนานแล้ว และเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรอง ผบก.ปส.3 ครั้งที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ทั้งที่ในอดีตถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดมหันต์ และถูก ผบช.สนว.มีคำสั่งให้ “ไล่ออก” จากราชการสถานเดียว เพราะมีความผิดร้ายแรง แต่ในที่สุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับรับเข้ารับราชการ พร้อมแต่งตั้งในตำแหน่งที่ดีขึ้น
       
       วันนี้ (2 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเพสติด (บช.ปส.) พล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ รอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.ชินภัทร สารสิน ผบก.ปส.3 พ.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รอง ผบก.ปส.3 แถลงการจับกุม 3 ผู้ต้องหา ใช้รถปิกอัพขนยาบ้าจำนวน 200,00 เม็ด ได้ที่ด่านพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ โดยผู้ต้องหาพยายามติดสินบนชุดจับกุมด้วยเงินสด 2 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ไม่เล่นด้วยและจับกุมดำเนินคดีทั้งหมด
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการแถลงข่าวมี พ.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ร่วมแถลงด้วย โดย พ.ต.อ.ธนายุตม์ มีชื่อเดิมว่า พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา หรือ “โอ๋ สืบ 6” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.6 แต่ภายหลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบกรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด กรณีปล่อยให้อันธพาลเข้ารุมทำร้ายประชาชนต่อหน้าต่อตาที่บริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ ต่อมา พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ ได้รับการพิจารณาให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น ผบก.อก.บช.น. แต่ทว่าถูกท้วงติงจากหลายฝ่าย ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนั้น พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ ถูกส่งไปเป็นรอง ผบก.อก.สนว.ตร. และภายหลังเมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว พล.ต.ท.เอก อังสนานนท์ ผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ (ขณะนั้น) ลงนามในคำสั่ง สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ ที่ 17/2550 ลงวันที่ 20 ก.พ.2550 ให้ไล่ออก พ.ต.ท.ฤทธิรงค์ ออกจากราชการเนื่องจากมีความผิดร้ายแรง
       
       คำสั่งดังกล่าวระบุว่า พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา รอง ผบก.อก.สนว.ตร. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.6 มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 11/2550 เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2550 ซึ่งได้ทำการไต่สวนข้อเท็จจริง สำนววนการสอบสวนคดีอาญาที่ 1660/2549 แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของ พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา มีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ กระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 79 (2) (5) และ (6) โดยมีพฤติการณ์การกระทำผิด ดังนี้
       
       คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้รับเรื่องจากสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 กรณีกล่าวหาร้องเรียนพ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.6 กับพวก ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม โดย พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา สั่งการให้ควบคุมหรือจับกุม นายฤทธิรงค์ ลิขิตประเสริฐกูล กับนายวิชัย เอื้อสิยาพันธุ์ ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ตะโกนต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2549 เป็นเหตุให้มีการทำร้ายร่างกายผู้ถูกควบคุม หรือผู้ถูกจับกุม และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยผู้กระทำความผิดมิให้ต้องรับโทษ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้รับไว้พิจารณา และได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมทั้งจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อพิจารณา
       
       คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้พิจารณาสำนวนไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของ พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ, กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกระทำการหรือละเว้นการกระทำใดๆอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 79 (2) (5) และ(6) และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา กระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 และคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษของสำนักนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ ได้ร่วมกันพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2550 แล้วเห็นว่า ตามมติคณะกรรมการกป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลความผิด พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง และมีมติให้ลงโทษไล่ออก พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา ผู้ถูกกล่าวหาออกจากราชการ ฉะนั้น อาศัยอำนาจตจามความในมาตรา 72 และมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัตติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 จึงให้ลงโทษไล่ พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
       
       ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2551 พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ ซึ่งเปลี่ยนชื่อและนามสกุลไปเป็น “พ.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์” มีความพยายามที่จะขอกลับเข้ามารับราชการต่อ โดยย่องเงียบไปฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่ เพื่อให้สั่งทุเลาคำสั่งไล่ออก และเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป ขณะเดียวกันตลอดระเยะเวลาของการออกจากราชการไปแล้ว มีกระแสข่าวอยู่หลายครั้งในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่จะมีวาระพิจารณาให้ พ.ต.อ.ธนายุตม์กลับเข้ามารับราชการตามเดิม แต่ก็ไม่ปรากฏออกมาเป็นข่าวที่ชัดเจน แต่จู่ๆ ในวันนี้กลับปรากฏทั้งชื่อและตัว พ.ต.อ.ธนายุตม์มาแถลงข่าว
       
       มีรายงานจากแหล่งข่าวใน บช.ปส.ระบุว่า พ.ต.อ.ธนายุตม์นั้นได้กลับเข้ามารับราชการตำรวจนานพอสมควรแล้ว แต่การมาดำรงตำแหน่งรองผบก.ปส.3 เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง ในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว.ครั้งล่าสุด ที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา
       
       พ.ต.อ.ธนายุตม์ หรือฤทธิรงค์ จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาตรีนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล นครราชสีมา เป็นนักเรียนนายร้อยอบรมรุ่น 15 รุ่นเดียวกับ ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และจบหลักสูตร ผกก.รุ่น 35 ก่อนมาเป็น ผกก.สส.บก.น.6 ดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.สภ.อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งว่ากันว่ามีสถิติคดีฆ่าตัดตอนสูงที่สุดในจังหวัด

คดีปล้นชาติ –โกง  
คดีปล้นชาติ –โกงไทย (1) ผลแห่งคำพิพากษา เปลือยทักษิณ – เปลือยพจมาน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 กุมภาพันธ์ 2553 23:00 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


คนที่ นช.ทักษิณ ต้องขอโทษ ไม่ใช่ลูกและเมีย แต่ต้องขอโทษคนไทยทั้งชาติว่า “ ยกโทษให้ผมเถิดครับ ที่หลอกพ่อแม่พี่น้องมา 5 ปีเต็มๆ ผมก็นึกไม่ถึงว่า ตัวเองจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ใครมีลูกมีหลาน อย่าลืมสอนลูกสอนหลานนะครับว่า อย่าไปเชื่อเด็ดขาด ถ้ามีใครมาบอกว่า รวยแล้วไม่โกง ไปแล้วครับ เดี๋ยวต้องไปนั่งสมาธิก่อนนอน”
       
       คำพิพากษาศาลฏีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ที่สั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ต่อ ธุรกิจครอบครัว หรือเรียกให้ง่ายๆ สะท้อนพฤติกรรมของสองสามีภรรยาคู่นี้ อย่างตรงไปตรงมาว่า “ คดีปล้นชาติ- โกงไทย” นั้น ทำให้เกียรติภูมิของกระบวนการยุติธรรมของไทย สูงเด่นในสายตาของประชาคมโลก เพราะแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปราบปรามการคอร์รัปชั่น
       
       การคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาร่วมของโลก ยิ่งระบบทุนนิยมก้าวหน้าไปมากเท่าไร การคอร์รัปชั่นก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และมีพัฒนาการด้านเทคนิค วิธีการ ที่พลิกแพลง ซับซ้อน ยากที่จะจับได้ไล่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ประเทศที่เจริญแล้วทั้งในตะวันตก และในเอเชีย ต่างพยายามสร้างระบบกฎหมาย และมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลงโทษคนโกงให้เข็ดหลาบ และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นักการเมืองอื่นๆ
       
       คำพิพากษาคดี ปล้นชาติ โกงไทย จึงไม่ใช่เป็นเพียงชัยชนะของคนไทย แต่เป็นชัยชนะร่วมกันของโลก และทำให้ นช. ทักษิณ กลายเป็นน้องใหม่ในทำเนียบอดีตผู้นำคอร์รัปชั่น ที่ถูกยึดทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว
       
       ต้องสดุดี การทำงานของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ในความกล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นต่อการคุกคามทั้งที่เปิดเผย โดยการฟ้องศาลให้เอาผิดในข้อหาหมิ่นประมาท และข้อหาอื่นๆ นับสิบๆคดี การข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่ คตส.ก็ยืนหยัดในภาระหน้าที่ สามารถแกะรอย การอำพรางซ่อนหุ้น จนสามารถนำหลักฐานมาแสดงต่อศาลได้
       
       ต้องชมเชย การทำงานของทนายแผ่นดิน อัยการสูงสุด ที่ร่วมกับ คตส. ในการทำสำนวนที่รัดกุม รอบคอบ สามารถมัดคนโกงจนดิ้นไม่หลุด
       
       คำให้การของ พยานหลายคน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ตลาดทุน อุตสาหกรรมโทรคมนาคม กฎหมาย เป็นคุณูปการที่สำคัญ เพราะได้ทำให้เรื่องที่เป็นเทคนิค ความรู้เฉพาะด้าน ซึ่งยากต่อความเข้าใจ มีความกระจ่าง เข้าใจง่ายขึ้น และชี้ให้เห็นข้อพิรุธหลายๆ อย่าง
       
       การทำงาน คตส. เป็นข้อพิสูจน์ว่า หากหน่วยงานของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นแก่อามิส สินจ้าง ตำแหน่งหน้าที่การงาน การปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น สามารถทำได้ แม้ว่า คนโกง จะใช้เล่ห์เหลี่ยม เพทุบาย ปิดบัง อำพรางอย่างซับซ้อน แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะแกะรอย หาหลักฐานเพื่อสาวให้ถึงตัวคนโกงได้ เพราะการปกปิด อำพราง การโกงในยุคนี้ ส่วนใหญ่ต้องทำผ่านตลาดการเงิน ซึ่งต้องบันทึกไว้ในระบบข้อมูล ข่าวสาร ของสถาบันการเงิน เป็น “ ใบเสร็จ” รอให้มือปราบคนโกง มาตรวจสอบ
       
       จริงอยู่ ที่ คตส. มาจากการรัฐประหาร แต่มิใช่เพราะอำนาจพิเศษนี้นะหรือ จึงทำให้สามารถปิด คดีปล้นชาติ- โกงไทยได้ รวมทั้งคดีอื่นอีกหลายคดี เช่น คดีที่ดินรัชดา คดีคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เลี่ยงภาษี ฯลฯ เพราะหากพึ่งพากลไกรัฐในระบบปกติ อย่าหวังว่า จะจับคนโกงในระบอบทักษิณได้เลย แม้แต่คดีเดียว
       
       ดูอย่างคดีปกปิดการถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SC เป็นตัวอย่างก็ได้ ทันทีที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็เด้งนายสุนัย มโนมัยอุดม ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ ย้ายพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง มือไม้ของระบบทักษิณ มารับตำแหน่งแทน หลังจากนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษก็เป่าคดี สั่งไม่ฟ้อง นช.ทักษิณ
       
       ตัวนายสุนัยเอง ซึ่งเป็นถึงผู้พิพากษาศาลหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ เมื่อพ้นตำแหน่งอธิดีดีเอสไอแล้ว ถูกลิ่วล้อของระบอบทักษิณเอาคืน ด้วยการไปแจ้งความจับข้อหาหมิ่น ประมาท นช. ทักษิณ ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังน้อย อยุธยา เมื่อนายสุนัยไม่ไปพบตำรวจตามหมายเรียก ก็ขอให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอยุธยา ออกหมายจับ ไปรอรวบตัวนายสุนัยถึง ปากประตูผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยัดเข้าห้องขัง ยังดีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ รองอธิบดี ดีเอสไอในขณะนั้น ไปรับตัวนายสุนัยออกมาเสียก่อน
       
       ที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จับนักการเมืองคอร์รัปชั่นเข้าคุกได้ และมีหลายๆกรณีที่ นักการเมืองเพียงแต่ถูกตั้งข้อหาเท่านั้น ยังไม่ลงมือสอบสวน คดียังไม่ถึงศาลก็ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ก็เพราะว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้จริง และข้าราชการประจำในหน่วยงานปรายคอร์รัปชั่น เช่น อัยการ เอฟบีไอ ฯลฯ และสื่อมวลชน ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
       
       อย่างไรก็ตาม คตส. ทำหน้าที่ของ พนักงานสอบสวน ทำสำนวนส่งไปให้ศาลพิจารณา คตส. ไม่ใช่ ผู้ชี้ผิด ชี้ถูก ตัดสินลงโทษ เพราะนั่นเป็นอำนาจของศาล ซึ่งให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว คือ การนับหนึ่งใหม่ นช. ทักษิณ มีสิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จะร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาองค์คณะก็ได้
       
       ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ นช. ทักษิณ ยอมรับว่า เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด พรบ. ปปช. ปี 2542 มีอยู่แล้ว ในสมัยที่ นช. ทักษิณ เป็นนายกฯ เช่นเดียวกับ พรบ. วิธีพิจารณาความ ของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
       
       ศาลฎีกา ซึ่งตัดสินว่า นช.ทักษิณ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และสั่งให้ เงิน 46,373 ล้านบาท เป็นของแผ่นดิน จึงไม่ใช่ผลผลิตของการรัฐประหาร การใช้ดุลพินิจเป็นไปโดยอิสระ เปิดโอกาสให้ นช. ทักษิณ และครอบครัว ต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่นช. ทักษิณ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า หุ้นชินคอร์ปของลูกๆ ไม่ใช้หุ้นของตนเองที่ไปซุกไว้กับลูก
       
       คดีปล้นชาติ – โกงไทย เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่อดีตผู้นำประเทศถูกยึดทรัพย์เป็นจำนวนเงินสูงที่สุด คือ 46,373 ล้านบาท แม้ศาลจะสั่งให้คืนเงิน นช. ทักษิณ30,000 ล้านบาท แต่อย่าคิดว่า จะได้ใช้เงินก้อนนี้ เพราะกรมสรรพากร จะขออายัดไว้ก่อน 12,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ที่ลูกชาย กับลูกสาว นช. ทักษิณ หลีกเลี่ยงไม่ยอมชำระ กลับเป็นการสะดวกแก่กรมสรรพากรเสียอีก ที่ไม่ต้องตามไปอายัดเงินในธนาคารยูบีเอสที่สิงคโปร์ และที่รัฐบาลอังกฤษอายัดไว้ หากศาลสั่งให้ยึดเงิน76,000 ล้านบาททั้งหมด
       
       (กรณีเลี่ยงภาษีนี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ การบิดเบือนของนายนพดล ปัทมะ และพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า คตส. มี 2 มาตรฐาน โดยอ้างว่า คตส. กล่าวหาว่า หุ้นชินคอร์ป เป็นของ นช. ทักษิณ แต่ขณะเดียวกัน คตส. ก็จะไปเก็บภาษี ลูกชาย ลูกสาว นช. ทักษิณ จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ที่ คตส. เองเชื่อว่า ไม่มีการซื้อขายจริง
       
       เรื่องนี้ เป็นข้อต่อสู้ของ นช.ทักษิณ ในคดีปล้นชาติ –โกงไทย โดยศาลได้วินิจฉัยว่า การเรียกเก็บภาษีซื้อหุ้นชินคอร์ป จากลูกชาย ลูกสาวเป็นคนละเรื่องกับ การพิจารณาความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติของพ่อ ประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การเรียกเก็บภาษีเงินได้ ให้เรียกเก็บจาก คนที่มีชื่อปรากฏเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดเงินได้ หรือเป็นผู้ได้รับเงินได้จาก ทรัพย์สินนั้น
       
       ในกรณีนี้ก็คือ ใครมีชื่อเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป หุ้นชินคอร์ปนั้นจะเป็นของตนจริงหรือไม่ หรือถือไว้แทนคนอื่น กฎหมายไม่สนใจ
       
       ด้วยความรู้ด้านกฎหมายแค่หางอึ่ง เทียบไม่ได้กับนักเรียนกฎหมายทุนอานันทมหิดลที่หลวงไม่เอา อย่างนายนพดล ขอสันนิษฐานว่า ที่ประมวลรัษฎากร กำหนดไว้เช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการลงโทษ หรือดัดหลัง ผู้ที่ยอมถือหุ้นไว้แทนคนอื่น ถ้าลูกยอมรับหุ้นที่พ่อแม่ ยัดมาให้ ก็ต้องเสียภาษีการซื้อขายหุ้นตัวนั้นเอง จะอ้างว่า เป็นหุ้นของพ่อ ของแม่ ไม่ใช่หุ้นของตัวเอง ไม่ได้นะจ๊ะ หนูเอม)

       
       ความพยายามบิดเบือนคำพิพากษาคดีปล้นชาติ-โกงไทย ว่า ไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน อำมาตย์สั่ง ผมรวยมาก่อน ฯลฯ เป็นเรื่องที่คาดได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า จะต้องเกิดขึ้น ตามประสาคนผิดที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด
       
       คำสั่งศาลที่ให้เงิน46,373 ล้านบาท ของ นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นผล หรือกรรม ซึ่งเกิดจากเหตุ หรือ การกระทำของ นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเอง
       
       ผลแห่งคำพิพากษาคดีปล้นชาติ-โกงไทย ที่ส่งผลรุนแรงที่สุดต่อ นช. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่ใช่ถูกยึดเงิน46,373 ล้านบาท และคดีอาญาอื่นๆที่จะตกแก่ตัวเอง ลูกชาย ลูกสาว พี่ชาย น้องสาว ข้อหาให้การเท็จ ใช้เอกสารเท็จ แต่ผลที่รุนแรงที่สุดกลับเป็น การเปลือยนช.ทักษิณ เปลือยคุณหญิงพจมาน ให้คนไทยทังชาติ ได้ให้เห็นธาตุแท้ของสามีภรรยาคู่นี้ ว่า
       
       นับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธฺ 2544 ซึ่งเป็นวันที่ นช. ทักษิณ รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2549 ที่มีการขายหุ้นชินคอร์ป ให้กลุ่มเทมาเส็ก นช. ทักษิณ หลอกคนไทยมาตลอดว่า เป็นนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดียว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ แต่ความจริงแล้ว นช. ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินคอร์ปควบคู่กันไปด้วย โดยไม่ต้องแยกแยะว่า งานไหนเป็นงานหลัก งานไหนเป็นงานจ๊อบ เพราะทั้งสองงานต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน และเกื้อหนุนกันและกัน การเป็นนายกฯเป็นงานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป การเป็นเจ้าของชินคอร์ป เป็นการทำมาหากิน แสวงหาความร่ำรวยเพื่อตนเอง
       
       คำพิพากษาคดีปล้นชาติ-โกงไทย จึงเป็นดั่งแสงสว่าง ที่ส่องสามีภรรยาคู่นี้ ทะลุไปถึงไส้ใน เป็นแสงสว่างที่นำความเจิดจ้ามาสู่สังคม แต่เป็นแสงสว่างที่ภูตผีปีศาจ หวาดกลัวเป็นที่สุด จึงต้องพยายามทำลายต้นกำเนิดแห่งแสงนั้นให้ดับสิ้นไป

       
       คนที่ นช. ทักษิณ ต้องขอโทษ ไม่ใช่ลูกและเมีย แต่ต้องขอโทษคนไทยทั้งชาติว่า “ ยกโทษให้ผมเถิดครับ ที่หลอกพ่อแม่พี่น้องมา 5 ปีเต็มๆ ผมก็นึกไม่ถึงว่า ตัวเองจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ ใครมีลูกมีหลาน อย่าลืมสอนลูกสอนหลานนะครับว่า อย่าไปเชื่อเด็ดขาด ถ้ามีใครมาบอกว่า รวยแล้วไม่โกง ไปแล้วครับ เดี๋ยวต้องไปนั่งสมาธิก่อนนอน”
       
       ศรีปราชญ์ตายเพราะความเจ้าชู้ของตัวเอง ผิดลูกผิดเมียชาวบ้านไปทั่ว นช. ทักษิณ ตายเพราะอะไร ?

ถ่วงความาเจริญ  
มติ กตร.อัปยศปลุก “ผีป๊อด” “สุเทพ”ตัวถ่วงความเจริญ?
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2553 23:14 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

สุเทพ เทือกสุบรรณ

"เรื่องมันฟ้อง"
       โดย...กรงเล็บ
       
       มติ กตร.วันที่ 30 ธันวาคม ที่กลับมติ ป.ป.ช.ให้ 3 นายตำรวจ ประกอบด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ กลับเข้ารับราชการ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า
       
       "สุเทพ เทือกสุบรรณ" คือตัวถ่วงความเจริญของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อย่างแท้จริง
       
       เพราะ "สุเทพ" เลือกที่จะรับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่มีพี่ชายเป็น รมว.กลาโหม และซี้ปึ้กกับ “เนวิน ชิดชอบ” โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายและความถูกต้อง
       
       ทั้งๆ ที่ ประเด็นนี้ สุเทพ เคยพยายามที่จะให้ “อภิสิทธิ์” ชงเข้า ครม.เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คณะอนุกรรมการอุทธรณ์ของกตร.สามารถกลับมติ ป.ป.ช.ได้หรือไม่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกผู้นำรัฐบาลตีกลับไป ด้วยเหตุผลที่ว่า ฝ่ายบริหารไม่มีสิทธิ์กลับมติขององค์กรอิสระ แทนที่ สุเทพ จะได้คิดและยับยั้งการดิ้นรนในทางที่ไม่ถูกต้องของ พล.ต.อ.พัชรวาท
       
       เขากลับเลือกที่จะรับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต่อด้วยการเดินหน้าพลิกเกมผลักดันให้ กตร.มีมติรับรองผลสรุปของคณะอนุกรรมอุทธรณ์ฯชุดที่มี พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ เป็นประธาน และมี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิช เป็นรองประธาน
       
       แค่ชื่อประธานกับรองประธานอนุกรรมการฯ ชุดนี้ก็หนาวสุดขั้วแต่อบอุ่นสุดใจสำหรับ พล.ต.อ.พัชรวาท แล้ว จึงไม่แปลกที่ผลจะออกมาว่า นายตำรวจทั้งสามคนไม่มีความผิด และสมควรให้กลับเข้ารับราชการ
       
       นั่นยังเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะคนทำผิดก็ต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นบ่วงกรรม โดยเฉพาะคนผิดที่ไม่มีจริยธรรมก็พร้อมที่จะทำลายความถูกต้องเพื่อให้ได้ตามความต้องการของตัวเองแม้จะเป็นเรื่องที่ไร้คุณธรรมก็ตาม
       
       แต่คนเป็นรองนายกฯ อย่าง "สุเทพ" มีหน้าที่รักษากฎหมายและความถูกต้องให้กับบ้านเมือง แทนที่จะใช้สถานะความเป็นประธาน กตร.ดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กลับเป็นผู้ละเมิดร่วมกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเสียเองด้วยการสนับสนุนให้ กตร.มีมติรับตำรวจทั้งสามนายกลับเข้ารับราชการ
       
       ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องนี้ กฤษฎีกาเคยให้ความเห็นทางกฎหมายแล้วว่า ครม.มิอาจส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับ ป.ป.ช. และมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานในกรณี วีรพล ดวงสูงเนิน อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่ง ก.พ.พิจารณากลับมติ ป.ป.ช.ให้ วีรพล กลับเข้ารับราชการ โดยศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ก.พ.ไม่มีอำนาจกลับมติของปปช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระได้ ทำได้เพียงแค่ใช้ดุลพินิจพิจารณาโทษเท่านั้น
       
       แต่ "สุเทพ" ก็ท้าทายรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อจะเอาใจ พล.ต.อ.พัชรวาทแอนด์เดอะแก๊ง คิดแต่จะรักษาน้ำใจพรรคภูมิใจไทยมากกว่าการรักษาความถูกต้อง
       
       นั่นยังไม่แย่เท่ากับว่า ตลอด 1 ปี ในฐานะประธาน กตร. มีอีกหลายเรื่องที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความโง่หรืออาจจะแกล้งโง่ของ สุเทพ จนทำให้หลายการกระทำสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย
       
       ไม่ว่าจะเป็นความพยายามที่จะผลักดันโผนายพลทั้งที่โครงสร้างใหม่ยังไม่เสร็จ จนถูกสำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตีกลับ
       
       การไม่ยอมรับผลสรุปของคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่งที่มีผลสรุปว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ร่วมกระทำความผิด และยังพยายามที่จะให้ กตร.มีมติล้มผลสอบของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งเรื่องยังคาราคาซังอยู่จนถึงขณะนี้
       
       ยังมีเรื่องที่ไม่ยอมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิช จากกรณีงาบงบประชาสัมพันธ์ 18 ล้าน กระทั่งถูกบีบจนมีการตั้งคณะกรรมการชุด ธงทอง จันทรางศุ อย่างเสียไม่ได้
       
       ผ่านมาจนเกินกรอบ 60 วันที่คณะกรรมการชุดนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผลสรุปใดๆ ออกมา แม้ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ พล.ต.ท.บุญเรือง ยังอยู่ในราชการ และคณะกรรมการชุดนี้ก็ควรจะสรุปผลชี้แจงต่อสาธารณะ ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไปกับสายลม
       
       ไม่เพียงเท่านี้ "สุเทพ" ยังใช้อำนาจในฐานะประธาน กตร. ทำหนังสือเวียนถึง กตร.ทุกคน เพื่อให้ยกเว้นกฎสามปีดัน พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ ให้นั่งตำแหน่งรอง ผบช.ก. ทั้ง ๆ ที่มติ กตร.เคยมีการพิจารณาไม่ยกเว้นไปแล้ว ทำให้ พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ อยู่ในสถานะ รรก.ผบช.ก. แต่ สุเทพ ก็ไม่สนเดินหน้าต่อจนได้มติ กตร.ใหม่เป็นหนังสือเวียน ส่งต่อให้ อภิสิทธิ์ เพื่อนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯแต่ถูกผู้นำรัฐบาลตีกลับ เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักกฎหมายที่ใช้มติจากหนังสือเวียน แทนที่จะเป็นมติจากที่ประชุม กตร.
       
       สุดท้าย "สุเทพ" ก็ยอมถอยนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กตร. จนมีมติ เรียบร้อยโรงเรียน “ผู้การกิ๊ก” ไปแล้ว
       
       แต่สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ควรจะต้องขบคิดพิจารณาอย่างจริงจัง คือ "สุเทพ" ยังมีความเหมาะสมที่จะเป็น ประธาน กตร. ต่อไปหรือไม่
       
       ควรหรือที่จะปล่อยให้คนคุณธรรมเสื่อมทรุดมาดูแลองค์กรที่จริยธรรมถดถอย
       
       ควรหรือที่จะปล่อยให้คนที่นอกจากจะไม่แม่นยำในข้อกฎหมายแล้ว ยังพร้อมจะละเมิดกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้องทุกเมื่อ ให้กำกับดูแล สตช. ซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม
       
       ที่สำคัญการทำหน้าที่ ประธาน กตร. นั้นเป็นการมอบอำนาจจาก “อภิสิทธิ์” ถ้า สุเทพ ยังไม่สนกฎหมาย มีพฤติกรรมท้าทายความถูกต้องอย่างที่ปรากฏ คนที่จะต้องแบกรับภาระความเสี่ยงไปด้วยคือ ตัว “อภิสิทธิ์” เอง ที่อาจต้องเข้าปิ้งสักวัน จากความขลาดเขลาและบกพร่องจริยธรรมของ "สุเทพ"

More...
ไทยรักชาติ
ทนายของแผ่นดิน
ไล่ไทย เกรงใจเข&