Tu Logo Aqui

Home

Newsflash




Main Menu
 Home
 News
 About Us
 Services
 Contact Us
 Partnership
 Methodology

Login Form
Username

Password

Remember me
Forgotten your password?
No account yet? Create one

Clock Calendar

Who's Online
We have 13 guests online

extra milestone - Thai Consulting Company

ถ่วงความาเจริญ  
มติ กตร.อัปยศปลุก “ผีป๊อด” “สุเทพ”ตัวถ่วงความเจริญ?
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2553 23:14 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

สุเทพ เทือกสุบรรณ

"เรื่องมันฟ้อง"
       โดย...กรงเล็บ
       
       มติ กตร.วันที่ 30 ธันวาคม ที่กลับมติ ป.ป.ช.ให้ 3 นายตำรวจ ประกอบด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ กลับเข้ารับราชการ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า
       
       "สุเทพ เทือกสุบรรณ" คือตัวถ่วงความเจริญของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อย่างแท้จริง
       
       เพราะ "สุเทพ" เลือกที่จะรับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่มีพี่ชายเป็น รมว.กลาโหม และซี้ปึ้กกับ “เนวิน ชิดชอบ” โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมายและความถูกต้อง
       
       ทั้งๆ ที่ ประเด็นนี้ สุเทพ เคยพยายามที่จะให้ “อภิสิทธิ์” ชงเข้า ครม.เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คณะอนุกรรมการอุทธรณ์ของกตร.สามารถกลับมติ ป.ป.ช.ได้หรือไม่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกผู้นำรัฐบาลตีกลับไป ด้วยเหตุผลที่ว่า ฝ่ายบริหารไม่มีสิทธิ์กลับมติขององค์กรอิสระ แทนที่ สุเทพ จะได้คิดและยับยั้งการดิ้นรนในทางที่ไม่ถูกต้องของ พล.ต.อ.พัชรวาท
       
       เขากลับเลือกที่จะรับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต่อด้วยการเดินหน้าพลิกเกมผลักดันให้ กตร.มีมติรับรองผลสรุปของคณะอนุกรรมอุทธรณ์ฯชุดที่มี พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ เป็นประธาน และมี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิช เป็นรองประธาน
       
       แค่ชื่อประธานกับรองประธานอนุกรรมการฯ ชุดนี้ก็หนาวสุดขั้วแต่อบอุ่นสุดใจสำหรับ พล.ต.อ.พัชรวาท แล้ว จึงไม่แปลกที่ผลจะออกมาว่า นายตำรวจทั้งสามคนไม่มีความผิด และสมควรให้กลับเข้ารับราชการ
       
       นั่นยังเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะคนทำผิดก็ต้องดิ้นรนสุดฤทธิ์เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นบ่วงกรรม โดยเฉพาะคนผิดที่ไม่มีจริยธรรมก็พร้อมที่จะทำลายความถูกต้องเพื่อให้ได้ตามความต้องการของตัวเองแม้จะเป็นเรื่องที่ไร้คุณธรรมก็ตาม
       
       แต่คนเป็นรองนายกฯ อย่าง "สุเทพ" มีหน้าที่รักษากฎหมายและความถูกต้องให้กับบ้านเมือง แทนที่จะใช้สถานะความเป็นประธาน กตร.ดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กลับเป็นผู้ละเมิดร่วมกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเสียเองด้วยการสนับสนุนให้ กตร.มีมติรับตำรวจทั้งสามนายกลับเข้ารับราชการ
       
       ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเรื่องนี้ กฤษฎีกาเคยให้ความเห็นทางกฎหมายแล้วว่า ครม.มิอาจส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับ ป.ป.ช. และมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐานในกรณี วีรพล ดวงสูงเนิน อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่ง ก.พ.พิจารณากลับมติ ป.ป.ช.ให้ วีรพล กลับเข้ารับราชการ โดยศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ก.พ.ไม่มีอำนาจกลับมติของปปช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระได้ ทำได้เพียงแค่ใช้ดุลพินิจพิจารณาโทษเท่านั้น
       
       แต่ "สุเทพ" ก็ท้าทายรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อจะเอาใจ พล.ต.อ.พัชรวาทแอนด์เดอะแก๊ง คิดแต่จะรักษาน้ำใจพรรคภูมิใจไทยมากกว่าการรักษาความถูกต้อง
       
       นั่นยังไม่แย่เท่ากับว่า ตลอด 1 ปี ในฐานะประธาน กตร. มีอีกหลายเรื่องที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความโง่หรืออาจจะแกล้งโง่ของ สุเทพ จนทำให้หลายการกระทำสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย
       
       ไม่ว่าจะเป็นความพยายามที่จะผลักดันโผนายพลทั้งที่โครงสร้างใหม่ยังไม่เสร็จ จนถูกสำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตีกลับ
       
       การไม่ยอมรับผลสรุปของคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีซื้อขายตำแหน่งที่มีผลสรุปว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ร่วมกระทำความผิด และยังพยายามที่จะให้ กตร.มีมติล้มผลสอบของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งเรื่องยังคาราคาซังอยู่จนถึงขณะนี้
       
       ยังมีเรื่องที่ไม่ยอมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิช จากกรณีงาบงบประชาสัมพันธ์ 18 ล้าน กระทั่งถูกบีบจนมีการตั้งคณะกรรมการชุด ธงทอง จันทรางศุ อย่างเสียไม่ได้
       
       ผ่านมาจนเกินกรอบ 60 วันที่คณะกรรมการชุดนี้ต้องดำเนินการให้เสร็จไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผลสรุปใดๆ ออกมา แม้ว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ พล.ต.ท.บุญเรือง ยังอยู่ในราชการ และคณะกรรมการชุดนี้ก็ควรจะสรุปผลชี้แจงต่อสาธารณะ ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไปกับสายลม
       
       ไม่เพียงเท่านี้ "สุเทพ" ยังใช้อำนาจในฐานะประธาน กตร. ทำหนังสือเวียนถึง กตร.ทุกคน เพื่อให้ยกเว้นกฎสามปีดัน พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ ให้นั่งตำแหน่งรอง ผบช.ก. ทั้ง ๆ ที่มติ กตร.เคยมีการพิจารณาไม่ยกเว้นไปแล้ว ทำให้ พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ อยู่ในสถานะ รรก.ผบช.ก. แต่ สุเทพ ก็ไม่สนเดินหน้าต่อจนได้มติ กตร.ใหม่เป็นหนังสือเวียน ส่งต่อให้ อภิสิทธิ์ เพื่อนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯแต่ถูกผู้นำรัฐบาลตีกลับ เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักกฎหมายที่ใช้มติจากหนังสือเวียน แทนที่จะเป็นมติจากที่ประชุม กตร.
       
       สุดท้าย "สุเทพ" ก็ยอมถอยนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กตร. จนมีมติ เรียบร้อยโรงเรียน “ผู้การกิ๊ก” ไปแล้ว
       
       แต่สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ควรจะต้องขบคิดพิจารณาอย่างจริงจัง คือ "สุเทพ" ยังมีความเหมาะสมที่จะเป็น ประธาน กตร. ต่อไปหรือไม่
       
       ควรหรือที่จะปล่อยให้คนคุณธรรมเสื่อมทรุดมาดูแลองค์กรที่จริยธรรมถดถอย
       
       ควรหรือที่จะปล่อยให้คนที่นอกจากจะไม่แม่นยำในข้อกฎหมายแล้ว ยังพร้อมจะละเมิดกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้องทุกเมื่อ ให้กำกับดูแล สตช. ซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม
       
       ที่สำคัญการทำหน้าที่ ประธาน กตร. นั้นเป็นการมอบอำนาจจาก “อภิสิทธิ์” ถ้า สุเทพ ยังไม่สนกฎหมาย มีพฤติกรรมท้าทายความถูกต้องอย่างที่ปรากฏ คนที่จะต้องแบกรับภาระความเสี่ยงไปด้วยคือ ตัว “อภิสิทธิ์” เอง ที่อาจต้องเข้าปิ้งสักวัน จากความขลาดเขลาและบกพร่องจริยธรรมของ "สุเทพ"

ไทยรักชาติ  
พันธมิตรฯ ผนึกคนไทยรักชาติ ร่วมแสดงพลังปกป้อง “ในหลวง” แผนที่ภาพข่าว ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤศจิกายน 2552 21:03 น.

       พันธมิตรฯ ผนึกกำลังคนไทยรักชาติ รวมตัวแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งบรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยความคึกคัก นอกจากได้พบปะแกนนำพันธมิตรฯ นักวิชาการ ให้ความรู้บนเวที ยังได้รับฟังศิลปินพันธมิตรฯ พร้อมที่กวีซีไรต์ร่วมขับกล่อมบทเพลงและบทกวีรักชาติ
       
       วันนี้ (15 พ.ย.) ที่ท้องสนามหลวง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเจ้าภาพผลึกกำลังรวบรวมคนไทยทุกหมู่เหล่า ให้มาร่วมกันแสดงพลังปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีคนไทยจำนวนมากเดินทางหลั่งไหลมาร่วมการชุมนุมครั้งนี้อย่างไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งแยกแม้แต่สีเสื้อ โดยทุกคนต่างมีอุดมการณ์ร่วมกันในการประกาศให้บุคคลที่ไม่จงรักภักดีและคิดทรยศชาติได้รับรู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คนไทยทั้งประเทศก็ยังคงรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหนือสิ่งอื่นใด รวมทั้งจะร่วมกันปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด เช่นเดียวกับนักรบในสมัยอดีตที่เสียสละเลือดเนื้อ จนทำให้มีประเทศไทยมีวันนี้
       
       สำหรับการชุมนุมวันนี้ นอกจากผู้ร่วมชุมนุมจะได้รับฟังเหล่าแกนนำพันธมิตรฯ ที่ตบเท้ามาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ยังได้มีโอกาสรับฟังความรู้จากนักวิชาการที่มาร่วมปราศรัยบนเวที เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ยังมีบรรดาศิลปินพันธมิตรฯ รวมทั้งกวีซีไรต์มาร่วมขับกล่อมบทกวีอันไพเราะ และแฝงไปด้วยความหมายรักชาติ ปกป้องสถาบัน ซึ่งแม้อากาศร้อนอบอ้าว แต่ทุกคนก็พร้อมยืนหยัดแสดงพลังคนไทยรักชาติ


ทนายของแผ่นดิน  
อสส.ร้อน!คดี 7 ตุลาเลือด
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 11 พฤศจิกายน 2552 09:55 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
"สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

"พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ"

"พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" อดีตผบ.ตร.

"พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว"

"เที่ยงธรรมเป็นกลาง สรรค์สร้างสามัคคี โปร่งใสในหน้าที่ ภักดีต่อแผ่นดิน" นั่นคือคติของ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ที่ได้ชื่อว่า "ทนายแผ่นดิน" แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุด ได้สร้างความสับสนให้กับประชาชน ว่าองค์กรกระบวนการยุติธรรม องค์กรนี้ เขาคือ ทนายของใครกันแน่? จึงทำให้สำนักงานอัยการสูงสุด อยู่เฉยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว
       

       โดยเฉพาะประเด็นการสั่งสอบเพิ่มเติมในข้อไม่สมบูรณ์ เกี่ยวกับสำนวนคดีประวัติศาสตร์"สลายการชุมนุม 7 ต.ค.51"ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากโดยมี "นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว" คือ 4 ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลผิดอาญา และวินัยร้ายแรง พร้อมส่งสำนวนคดีให้ อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องศาล
       

       5 พ.ย.2552 สำนักงานอัยการสูงสุด ถึงกับร้อนรุ่ม...ร่อนชี้แจงแถลงไข ว่าคดีนี้ อัยการสูงสุดได้รับรายงานเอกสารและความเห็นจาก ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 18 ก.ย.52 ซึ่งอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ที่จะพอดำเนินคดีได้ จึงมีหนังสือแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปยัง ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 18 ต.ค.52 ซึ่งเป็นไปตามกำหนดระยะเวลา 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 10 บัญญัติว่า ให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับเรื่อง เว้นแต่ภายในระยะเวลาดังกล่าวอัยการสูงสุดมีความเห็นว่าเรื่องที่ส่งมานั้นยังมีข้อไม่สมบูรณ์ และได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์นั้นไปยัง ป.ป.ช. ดังนั้น กรณีจึงไม่ใช่เป็นการแจ้งข้อไม่สมบูรณ์เร็วผิดปกติ
       
       ไม่เพียงแค่นั้น อัยการสูงสุด ยังได้ชี้แจง คดีต่างๆที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะทำงานผู้แทนอัยการสูงสุดและคณะทำงานผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ และหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดี มิใช่คดีเหล่านั้น อัยการสูงสุดยังไม่ได้มีคำสั่งแต่อย่างใด
       

       ท้ายคำแถลง อัยการสูงสุด ย้ำว่า ตระหนักดีว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการกระทำอันมิชอบ โดยมุ่งที่จะแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน ที่ถูกต้องชอบธรรม เพื่อจะหาตัวผู้กระทำผิดและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา การรวบรวมพยานหลักฐานของ อัยการ และ ป.ป.ช.อาจมีความเห็นแตกต่างกันบ้างทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่ก็ยังมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
       
       ข่าวที่ปรากฎต่อสาธารณชนบางครั้ง อาจเป็นการชี้นำกระแสสังคมและอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือสับสนในข้อเท็จจริง สำนักงานอัยการสูงสุดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อไม่สมบูรณ์ในคดีสลายการชุมนุม ที่อัยการสูงสุดแจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.คณะทำงานที่ตั้งขึ้น จะประสานความร่วมมือกันเป็นอย่างดี เพื่อที่จะรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์และหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อไป
       
       จากคำชี้แจง ของอัยการสูงสุด ถือเป็นสิ่งดี หากทำเพื่อหาพยานหลักฐานมาลงโทษ ผู้กระทำความผิด แต่หากทำเพื่อหาพยานหลักฐานมาหักล้างช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา ให้พ้นผิด คงไม่ดีแน่...
       
       ส่วนคดีนี้ บทสุดท้าย จะจบลงอย่างไร ผลการชี้มูล "สั่งฟ้อง" หรือ "สั่งไม่ฟ้อง"คือคำตอบสุดท้าย.....ว่าอัยการคือทนายแผ่นดิน หรือ ทนายใคร?
       




More...
ไล่ไทย เกรงใจเข&
คุกอีกแล้ว
ใกล้คุก...อีกแล้ว